บทความ





ความหลงทะนงตน





] ไทย – Thai – تايلاندي [





ดร.อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย์





แปลโดย : ณัจญวา บุญมาเลิศ





ตรวจทานโดย : อัสรัน นิยมเดชา





ที่มา : หนังสือ อัด-ดุร็อรฺ อัล-มุนตะกอฮฺ มิน อัล-กะลีมาต


อัล-มุลกอฮฺ





2012 - 1434





 





العجب





« باللغة التايلاندية »





د. أمين بن عبدالله الشقاوي





ترجمة: نجوى بونماليرت





مراجعة: عصران نيومديشا





المصدر: كتاب الدرر المنتقاة من الكلمات الملقاة





2012 - 1434









ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ





ความหลงทะนงตน





มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ขอการสดุดียกย่องและความสันติจงมีแด่ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ ฉันขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺเพียงองค์เดียว ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ และฉันขอปฏิญาณว่ามุหัมมัดคือบ่าวและศาสนทูตของพระองค์





สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญ เป็นบาปอันใหญ่หลวงที่ทำลายตัวตน ทำลายการงาน และมีลักษณะที่น่าตำหนิยิ่ง คือความหลงทะนงตน ท่านรอฆิบ อัล-อัศฟะฮานียฺ ได้กล่าวว่า "ความหลงทะนงตน คือการที่บุคคลหนึ่งคิดว่าเขาเหมาะสมคู่ควรกับสถานะหนึ่ง ซึ่งอันที่จริงแล้วไม่ได้คู่ควรกับเขาเลย บางคนกล่าวว่า คือการที่เขาลำพองในความโปรดปรานที่เขาได้รับ และรู้สึกมั่นใจในสิ่งนั้น โดยลืมผู้ให้ความโปรดปรานนั้นไป (หมายถึงอัลลอฮฺ)"





อัลลอฮฺผู้สูงส่งได้ตรัสว่า





﴿ لَقَدۡ نَصَرَكُمُ ٱللَّهُ فِي مَوَاطِنَ كَثِيرَةٖ وَيَوۡمَ حُنَيۡنٍ إِذۡ أَعۡجَبَتۡكُمۡ كَثۡرَتُكُمۡ فَلَمۡ تُغۡنِ عَنكُمۡ شَيۡ‍ٔٗا وَضَاقَتۡ عَلَيۡكُمُ ٱلۡأَرۡضُ بِمَا رَحُبَتۡ ثُمَّ وَلَّيۡتُم مُّدۡبِرِينَ ٢٥ ﴾ ]التوبة : 25[





ความว่า “แท้จริงอัลลอฮฺได้ทรงช่วยเหลือพวกเจ้าแล้วในสนามรบอันมากมาย และในวันแห่งสงครามหุนัยน์ด้วย ขณะที่การมีจำนวนมากของพวกเจ้าทำให้พวกเจ้าพึงใจ แล้วมันก็มิได้อำนวยประโยชน์แก่พวกเจ้าแต่อย่างใด และแผ่นดินก็แคบแก่พวกเจ้า ทั้งๆที่มันกว้างอยู่ แล้วพวกเจ้าก็หันหลังหนี” (อัต-เตาบะฮฺ: 25)





และอัลลอฮฺผู้สูงส่ง ยังได้ตรัสเกี่ยวกับกอรูนไว้ว่า





﴿ قَالَ إِنَّمَآ أُوتِيتُهُۥ عَلَىٰ عِلۡمٍ عِندِيٓۚ أَوَ لَمۡ يَعۡلَمۡ أَنَّ ٱللَّهَ قَدۡ أَهۡلَكَ مِن قَبۡلِهِۦ مِنَ ٱلۡقُرُونِ مَنۡ هُوَ أَشَدُّ مِنۡهُ قُوَّةٗ وَأَكۡثَرُ جَمۡعٗاۚ وَلَا يُسۡ‍َٔلُ عَن ذُنُوبِهِمُ ٱلۡمُجۡرِمُونَ ٧٨ ﴾ ]القصص : 78[





ความว่า “เขา (กอรูน) กล่าวว่า ฉันได้รับมันเพราะความรู้ของฉัน ก็เขา (กอรูน) ไม่รู้ดอกหรือว่าอัลลอฮฺได้ทรงทำลายผู้ที่มีพลังยิ่งกว่าและมีพรรคพวกมากกว่าก่อนหน้าเขาในศตวรรษก่อนๆ และบรรดาผู้กระทำความผิดจะไม่ถูกสอบถามเกี่ยวกับความผิดต่างๆ ของพวกเขาดอกหรือ?!!(อัลเกาะศ็อศ: 78)





อัลลอฮฺได้ตรัสอีกว่า





﴿ وَكَانَ لَهُۥ ثَمَرٞ فَقَالَ لِصَٰحِبِهِۦ وَهُوَ يُحَاوِرُهُۥٓ أَنَا۠ أَكۡثَرُ مِنكَ مَالٗا وَأَعَزُّ نَفَرٗا ٣٤ وَدَخَلَ جَنَّتَهُۥ وَهُوَ ظَالِمٞ لِّنَفۡسِهِۦ قَالَ مَآ أَظُنُّ أَن تَبِيدَ هَٰذِهِۦٓ أَبَدٗا ٣٥ ﴾ ]الكهف: 35 [





ความว่า “และเขาได้รับผลิตผล ดังนั้นเขาจึงกล่าวแก่เพื่อนของเขาขณะที่กำลังโต้เถียงกันอยู่ว่า ฉันมีทรัพย์สินมากกว่าท่าน และมีบริวารมากกว่า เขาได้เข้าไปในสวนของเขาโดยที่เขาเป็นผู้อธรรมแก่ตัวเขาเอง เขากล่าวว่า ฉันไม่คิดว่าสวนนี้จะพินาศไปได้เลย” (อัล-กะฮฺฟฺ: 35)





เมื่อใดบุคคลหนึ่งได้ลุ่มหลงในสิ่งที่เขามีอยู่ เมื่อนั้นเขาได้ลืมไปว่านั่นเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่เขา ซึ่งผู้ให้(อัลลอฮฺ) สามารถที่จะเอามันกลับคืนได้ และเขาก็จะกลายเป็นผู้ขัดสนเหมือนที่เคยเป็นมา และปลายทางของเขาก็จะเป็นดั่งที่อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า





﴿وَأُحِيطَ بِثَمَرِهِۦ فَأَصۡبَحَ يُقَلِّبُ كَفَّيۡهِ عَلَىٰ مَآ أَنفَقَ فِيهَا وَهِيَ خَاوِيَةٌ عَلَىٰ عُرُوشِهَا وَيَقُولُ يَٰلَيۡتَنِي لَمۡ أُشۡرِكۡ بِرَبِّيٓ أَحَدٗا ٤٢ ﴾ ] الكهف: 42[





ความว่า “และผลิตผลของเขาก็ถูกทำลายหมด แล้วเขาก็ประกบฝ่ามือทั้งสองด้วยความเสียใจต่อสิ่งที่เขาได้จับจ่ายไป และมันพังพาบลงมา และเขากล่าวว่า โอ้ หากฉันไม่เอาผู้ใดมาตั้งภาคีกับพระผู้เป็นเจ้าของฉันก็คงจะดี” (อัล-กะฮฺฟฺ: 42)





ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า





«بَيْنَمَا رَجُلٌ يَمْشِيْ فِيْ حُلَّةٍ تُعْجِبُهُ نَفْسُهُ ، مُرَجِّلٌ جُمَّتَهُ ، إِذْ خَسَفَ اللهُ بِهِ ، فَهُوَ يَتَجَلْجَلُ إِلَى يَوْمِ الْقِيَامَةِ» [البخاري برقم 5789، ومسلم برقم 2088]





ความว่า “ขณะที่ชายคนหนึ่งซึ่งสวมเสื้อผ้าอาภรณ์สวยงามกำลังเดินอย่างโอ้อวดทะนงตน ปล่อยผมสยายประบ่า ทันใดนั้นอัลลอฮฺก็ได้ให้ธรณีสูบเขา และเขาจะถูกทรมานจนกระทั่งถึงวันกิยามะฮฺ “ (บันทึกโดย อัล-บุคอรียฺ 5789 และมุสลิม 2088)





ท่านอนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า





«لَوْ لَمْ تَكُوْنُوْا تُذْنِبُوْنَ ، لَخَشِيْتُ عَلَيْكُمْ مَا هُوَ أَكْبَرُ مِنْهُ : الْعُجْبَ» [رواه البزار، انظر كشف الأستار برقم 3633]





ความว่า “หากว่าพวกท่านไม่เคยก่อความผิดบาป ฉันก็ยังเกรงว่าพวกท่านจะทำสิ่งที่ร้ายแรงกว่านั้น นั่นคือ การหลงทะนงตน” (บันทึกโดยอัล-บัซซารฺ ในกัชฟุลอัสตาร เลขที่ 3633)





ท่านอิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า





« ثَلَاثٌ مُهْلِكَاتٌ : شُحٌّ مُطَاعٌ ، وَ هَوًى مُتَّبَعٌ ، وَ إِعْجَابُ الْمَرْءِ بِنَفْسِهِ » [رواه البزار، انظر كشف الأستار برقم 80]





ความว่า “สามประการที่นำไปสู่ความพินาศคือ ความตระหนี่ถี่เหนียว การทำตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ และการหลงตัวเอง” (บันทึกโดยอัลบัซซารฺ ในกัชฟุลอัสตาร เลขที่ 80)





มีรายงานงานว่าท่านอิบนุมัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า “ความพินาศมีอยู่ในสองประการนี้ คือ ความทะนงตน และ ความท้อแท้สิ้นหวัง” (ดู มุคตะศ็อรฺ มินฮาจญ์ อัล-กอศิดีน หน้า 298-299)





ท่านอิบนุกุดามะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า “พึงทราบเถิด ว่าความหลงทะนงตนนั้นเป็นสาเหตุที่จะนำไปสู่ความยโสโอหัง สิ่งนี้ก่อให้เกิดผลร้ายตามมามากมายกับเพื่อนร่วมโลก ส่วนความผิดต่อผู้สร้าง (อัลลอฮฺ) นั้น ก็คือการที่ความลำพองตนในการทำตามคำสั่งใช้เกิดจากความรู้สึกว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เสมือนว่าเขามีบุญคุณต่ออัลลอฮฺกับสิ่งที่เขาทำไป และหลงลืมไปว่าอันที่จริงแล้วอัลลอฮฺต่างหากที่เป็นผู้ให้ความสำเร็จแก่เขา นอกจากนี้เขาจะมองไม่เห็นข้อบกพร่องต่างๆอันจะส่งผลให้การงานเหล่านั้นสูญเปล่าและเสียไป ทั้งนี้ผู้ที่พยายามค้นหาจุดบกพร่องในการงานของตนก็คือผู้ที่เกรงว่าการงานดังกล่าวจะถูกปฏิเสธตกไป ส่วนผู้ที่มีความพึงพอใจและหลงทะนงตนนั้นจะไม่ตรวจสอบค้นหาข้อบกพร่องของตัวเอง เพราะความทะนงตนนั้นจะเกิดขึ้นกับสิ่งที่คิดว่ามีความครบถ้วนสมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นความรู้หรือการกระทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเขาเห็นว่าที่เขาทำนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ณ ที่อัลลอฮฺอย่างแน่นอน ความหลงทะนงตนจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเขาอวดดีลำพองตนในสิ่งที่เขาภูมิใจ และคาดหวังผลตอบแทน ดั่งที่เขาคาดหวังการตอบรับคำร้องขอ และไม่ต้องการคำปฏิเสธ" (ดู มุคตะศ็อร มินฮาจ อัล-กอศิดีน หน้า 298-299)





สาเหตุของการทะนงตนก็คือ ความโง่เขลาโดยแท้ ซึ่งวิธีการรักษาก็คือ ความตระหนักรู้ อันเป็นสิ่งตรงข้ามกับความโง่เขลา กล่าวคือ ตระหนักรู้ว่าสิ่งที่ส่งผลให้เขาพึงใจในตนเองนั้นเป็นความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ ที่เขาไม่อาจจะสรรหามาได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นถือเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่เขาจะภูมิใจในความกรุณา การให้เกียรติ และความโปรดปรานที่อัลลอฮฺทรงให้แก่เขา เมื่อมนุษย์ตระหนักรู้เช่นนี้แล้ว เขาจะไม่คิดว่าสิ่งต่างๆที่ได้รับเป็นผลงานของตนเอง และจะไม่หลงทะนงในตนเองอีก เพราะอัลลอฮฺคือผู้มอบความสำเร็จให้กับเขา และเมื่อเขาเปรียบเทียบกับความโปรดปรานแล้ว ก็ไม่สามารถเทียบได้กับเศษเสี้ยวของความโปรดปรานที่เขาได้รับเลย





ดังกล่าวนี้เป็นกรณีที่การงานของเขาปราศจากสิ่งที่ทำให้เกิดความบกพร่องเสื่อมเสีย และปราศจากความพลั้งเผลอ หากว่าเขาหลงลืมไป ก็ควรที่จะระวังตัว และกลัวการลงโทษกับความผิดพลาดนี้ นี่คือการรักษาอาการหลงทะนงตนโดยรวม ส่วนการรักษาอาการต่างๆ โดยละเอียดนั้นขึ้นอยู่กับสภาวะที่ต่างกันออกไปของความทะนงตน หากว่าความทะนงตนอันเนื่องมาจากกายภาพ เช่นความสวยงาม พละกำลัง ที่ทำให้บุคคลนั้นลุ่มหลงตนเอง วิธีการรักษาก็คือ ให้ครุ่นคิดถึงความสกปรกภายในตัว ในตอนแรกและตอนสุดท้าย ความสวยงามและร่างกายอันสมส่วน จะเป็นอย่างไรเมื่อได้เกลือกกับฝุ่นดินและถูกฝังอยู่ในหลุมฝังศพ เพื่อว่าเขาจะได้รู้สึกถึงความสกปรกน่ารังเกียจ





หากว่าความทะนงตนอันเนื่องมาจากการที่มีทรัพย์สิน ลูกหลาน คนรับใช้ และญาติพี่น้องที่มากมาย วิธีแก้ก็คือ ตระหนักรู้ถึงความอ่อนแอของตน และความอ่อนแอของพวกเขา และตระหนักว่าทรัพย์สินนั้นมีผลร้ายมากมาย ไม่นานก็หมดไป ไม่มีแก่นสารใดๆ ทั้งสิ้น





ชายหนุ่มคนหนึ่งได้เดินผ่านท่านหะสัน อัล-บัศรียฺ โดยสวมใส่เสื้อผ้าสวยงาม ดูดี ท่านหะสันได้เรียกชายหนุ่มคนนั้นและกล่าวว่า “มนุษย์นั้นมีความปลื้มปีติกับวัยหนุ่มของตน และหลงในรูปร่างลักษณะที่มี ประหนึ่งว่าหลุมศพได้ซ่อนร่างกายของท่านไว้ และดั่งว่าท่านได้พบเจอกับการงานของท่านแล้ว ท่านจงระวังรักษาหัวใจของท่านเถิด เพราะแท้จริงสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ที่จะเห็นจากบ่าวของพระองค์คือการที่พวกเขาปรับปรุงหัวใจของพวกเขา" มัสรูกได้กล่าวว่า “เพียงพอแล้วสำหรับคนที่มีความรู้ ที่เขาจะเกรงกลัวต่ออัลลอฮฺ และเพียงพอแล้วสำหรับคนที่โง่เขลา ที่เขาจะทะนงในความรู้ของตน”





มีคนหนึ่งกล่าวกับท่านหะสัน อัล-บัศรียฺ ว่า “ใครคือคนที่ชั่วร้ายที่สุด?” ท่านตอบว่า “คือคนที่เห็นตนเองเป็นคนที่ดีเลิศที่สุด” บางคนกล่าวว่า “คนโกหกนั้นอยู่ห่างไกลอย่างยิ่งจากความประเสริฐดีงาม แต่คนที่โอ้อวดมีสภาพที่เลวร้ายยิ่งกว่า เพราะเขาโกหกทั้งด้วยการกระทำและคำพูดของเขา แต่ทว่า คนที่หลงทะนงตนนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าคนทั้งสองประเภทดังกล่าว เพราะคนทั้งสองจำพวกนั้นมองเห็นข้อบกพร่องของตนเองและต้องการปกปิดมันไว้ แต่คนที่หลงทะนงตนจะมองไม่เห็นความผิดของตน แต่เห็นเป็นข้อดีแทนและภูมิใจกับมัน"





อิบลีสมารร้าย ได้กล่าวว่า "หากว่าท่านเอาชนะผู้คนในสามสิ่งนี้ได้ ฉันจะไม่ขออะไรอีกเลย คือเมื่อเขาหลงทะนงตน เมื่อเขารู้สึกว่าตนเองได้ปฏิบัติการงานที่มากมาย และเมื่อเขาลืมความผิดบาปของตนเอง" (ดู อัซซะรีอะฮฺ อิลา มะการิม อัช-ชะรีอะฮฺ หน้า 306-307)





สรุป ความหลงทะนงตนมีผลเสียตามมามากมาย เป็นโรคร้ายที่ส่งผลเสียต่อหัวใจโรคหนึ่ง หากว่าผู้คนไม่รู้ทัน โรคนี้จะทำลายตัวเขา อีกทั้งยังเป็นสาเหตุที่ทำให้การงานไร้ผล รวมทั้งไม่ได้อยู่สายตาของพระผู้เป็นเจ้าอีกด้วย





والحمد لله رب العالمين،





وصلى الله وسلم على نبينا محمد وعلى آله وصحبه أجمعين.







กระทู้ล่าสุด

เรื่องราวการรับอิสลาม ...

เรื่องราวการรับอิสลามของ Iman Aparicio ชาวแม็กซิกัน

มุสลิมใหม่ ซอลาฮุดดีน ...

มุสลิมใหม่ ซอลาฮุดดีน (ภูมินทร์) หวังทรงธรรม

การถือศีลอดหกวันเดือน ...

การถือศีลอดหกวันเดือนเชาวาล

อิหฺรอม (การเริ่มเข้า ...

อิหฺรอม (การเริ่มเข้าสู่พิธีอุมเราะฮฺหรือหัจญ์) [ ไทย ]