บทความ





ข้อผิดพลาดในการละหมาด (2)





] ไทย – Thai – تايلاندي [





ดร.อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย์





แปลโดย : อุศนา พ่วงศิริ





ตรวจทานโดย : อัสรัน นิยมเดชา





ที่มา : หนังสือ อัด-ดุร็อรฺ อัล-มุนตะกอฮฺ มิน อัล-กะลีมาต


อัล-มุลกอฮฺ





2012 - 1433





أخطاء في الصلاة - 2





« باللغة التايلاندية »





د. أمين بن عبد الله الشقاوي





ترجمة: حسنى فوانجسيري





مراجعة: عصران نيومديشا





المصدر: كتاب الدرر المنتقاة من الكلمات الملقاة





2012 - 1433









ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ





ข้อผิดพลาดในการละหมาด (2)





มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ขอความสุขความจำเริญและศานติจงประสบแด่ศาสนทูตของพระองค์ ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺเพียงองค์เดียว ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ และฉันขอปฏิญาณว่ามุหัมมัดเป็นบ่าวของอัลลอฮฺและเป็นศาสนทูตของพระองค์





การละหมาดนั้นคือเสาหลักของศาสนา เป็นรุก่นข้อที่สองจากหลักการอิสลามห้าประการ และยังเป็นสิ่งแรกที่มนุษย์ทุกคนจะถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺ ดังนั้น จึงจำเป็นที่มุสลิมจะต้องให้ความสำคัญกับการปฏิบัติละหมาดให้เหมือนกับที่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เคยปฏิบัติและชี้แจงแก่ประชาชาติของท่าน





ท่านมาลิก บิน อัลหุวัยริษ เราะฏิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า:





« صَلُّوا كَمَا رَأَيْتُمُونِي أُصَلِّي » [البخاري برقم 631]





ความว่า: “พวกท่านจงทำการละหมาด ตามที่พวกท่านเห็นฉันละหมาด” (บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่: 631)





อัฏ-เฏาะบะรอนียฺได้บันทึกไว้ในหนังสืออัล-เอาสัฏ จากท่านอับดุลลอฮฺ บิน กุรฏฺ เล่าว่า ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า:





« أَوَّلُ مَا يُحَاسَبُ بِهِ الْعَبْدُ يَوْمَ الْقِيَامَةِ الصَّلَاةُ ، فَإِنْ صَلَحَتْ صَلَحَ لَهُ سَائِرُ عَمَلِهِ ، وَإِنْ فَسَدَتْ فَسَدَ سَائِرُ عَمَلِهِ » [الطبراني في الأوسط برقم 1859، وصححه الألباني في السلسلة الصحيحة برقم 1358]





ความว่า: “สิ่งแรกที่บ่าวจะถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺ คือการละหมาด หากว่าการละหมาดของเขานั้นถูกต้องสมบูรณ์ การงานอื่นๆก็จะถูกต้องสมบูรณ์ด้วย แต่หากว่าการละหมาดขาดตกบกพร่อง การงานอื่นๆก็จะขาดตกบกพร่องไปด้วย” (อัฏ-เฏาะบะรอนีย์ ใน อัล-เอาสัฏ หะดีษเลขที่: 1859 โดยเชค อัล-อัลบานียฺ วินิจฉัยในหนังสืออัส-สิลสิละฮฺ อัศ-เศาะฮีหะฮฺ เลขที่ 1358 ว่าเป็นหะดีษเศาะฮีหฺ)





ทั้งนี้ มีข้อบกพร่องบางประการในการปฏิบัติละหมาดที่เราพบเห็นอยู่บ่อยๆ จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องตักเตือนกันเพื่ออัลลอฮฺ นั่นก็คือ





ประการที่หนึ่ง: การละหมาดโดยสวมใส่เสื้อผ้าและกางเกงที่รัดรูปรัดทรง นักวิชาการบางท่านได้กล่าวว่า ข้อละเมิดในกรณีดังกล่าวคือ เสื้อผ้าที่รัดรูปนั้นจะเผยให้เห็นรูปทรงลักษณะของเอาเราะฮฺ (อวัยวะพึงสงวน) อย่างชัดเจน ซึ่งการสวมใส่เสื้อผ้าลักษณะดังกล่าวในชีวิตประจำวันทั่วไปก็ถือเป็นสิ่งต้องห้ามอยู่แล้ว แน่นอนว่าการนำมาสวมใส่ขณะทำการละหมาดย่อมเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างชัดเจนยิ่งกว่า อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า:





﴿ ۞يَٰبَنِيٓ ءَادَمَ خُذُواْ زِينَتَكُمۡ عِندَ كُلِّ مَسۡجِدٖ ٣١ ﴾ [الأعراف : 31]





ความว่า: “ลูกหลานของอาดัมเอ๋ย! จงสวมใส่อาภรณ์ประดับกายของพวกเจ้า ณ ทุกมัสยิด” (อัล-อะอฺรอฟ: 31)





ประการที่สอง: การละหมาดโดยสวมใส่เสื้อผ้าที่บาง ทั้งนี้ เมื่อการละหมาดโดยสวมเสื้อผ้าที่เข้ารูปเป็นสิ่งต้องห้ามเพราะเป็นการเผยให้เห็นรูปร่างลักษณะของเอาเราะฮฺอย่างชัดเจนตามที่ได้กล่าวมาแล้ว การละหมาดโดยสวมชุดที่บางเบากระทั่งเปิดเผยสิ่งที่อยู่ภายในก็ถือว่าต้องห้ามเช่นเดียวกัน





นักวิชาการได้ระบุถึงเงื่อนไขข้อหนึ่งของการละหมาดที่ถูกต้องใช้ได้ คือจะต้องปกปิดเอาเราะฮฺ และสิ่งที่นำมาปกปิดนั้นจะต้องมีความหนา สิ่งปกปิดที่บางนั้นถือว่าใช้ไม่ได้ (อัล-มุฆนียฺ 2/286-287)





ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้มักจะเกิดในช่วงฤดูร้อน โดยเราจะพบว่ามีคนบางกลุ่มทำการละหมาดโดยสวมใส่เสื้อผ้าที่บางพร้อมกับกางเกงขาสั้น





ประการที่สาม: การละหมาดโดยสวมใส่ชุดนอนหรือชุดทำงาน เพราะชุดเหล่านี้อาจมีคราบสกปรกและมีกลิ่นที่น่ารังเกียจรบกวนผู้คนที่มาร่วมละหมาด พฤติกรรมเช่นนี้เกิดจากความเกียจคร้านที่จะเปลี่ยนชุดก่อนทำการละหมาด ในขณะที่หากเปลี่ยนเป็นการเข้าเยี่ยมคารวะผู้มีอำนาจหรือบุคคลผู้สูงส่ง เรากลับเตรียมพร้อมที่จะพบกับพวกเขาเป็นอย่างดี แล้วกับพระผู้อภิบาลของเราเล่า มิยิ่งต้องแต่งกายให้สวยงามกว่าหรือ? อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า:





﴿ وَمَن يُعَظِّمۡ شَعَٰٓئِرَ ٱللَّهِ فَإِنَّهَا مِن تَقۡوَى ٱلۡقُلُوبِ ٣٢ ﴾ [الحج : 32]





ความว่า: “ฉะนั้น ผู้ใดให้เกียรติแก่พระบัญญัติของอัลลอฮฺ แท้จริงมันเป็นส่วนหนึ่งแห่งการยำเกรงของจิตใจ” (อัล-หัจญ์: 32)





และตรัสอีกว่า:





﴿ ۞يَٰبَنِيٓ ءَادَمَ خُذُواْ زِينَتَكُمۡ عِندَ كُلِّ مَسۡجِدٖ ٣١ ﴾ [الأعراف : 31]





ความว่า: “ลูกหลานของอาดัมเอ๋ย! จงสวมใส่อาภรณ์ประดับกายของพวกเจ้า ณ ทุกมัสยิด” (อัล-อะอฺรอฟ: 31)





ประการที่สี่: การละหมาดโดยสวมเสื้อผ้าหรือกางเกงที่ยาวเลยตาตุ่ม เสื้อผ้าลักษณะนี้ได้ถูกห้ามอยู่แล้ว (สำหรับบุรุษ) โดยท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวในหะดีษซึ่งรายงานโดยอบีซัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ว่า:





« ثَلَاثَةٌ لَا يُكَلِّمُهُمُ اللَّهُ يَوْمَ الْقِيَامَةِ ، وَلَا يَنْظُرُ إِلَيْهِمْ وَلَا يُزَكِّيهِمْ وَلَهُمْ عَذَابٌ أَلِيمٌ » قَالَ: فَقَرَأَهَا رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ثَلَاثَ مِرَارًا ، قَالَ أَبُو ذَرٍّ: خَابُوا وَخَسِرُوا ، مَنْ هُمْ يَا رَسُولَ اللَّهِ ؟ قَال: «الْمُسْبِلُ ، وَالْمَنَّانُ ، وَالْمُنَفِّقُ سِلْعَتَهُ بِالْحَلِفِ الْكَاذِبِ» [مسلم برقم 106]





ความว่า: "ในวันกิยามะฮฺมีบุคคลอยู่สามจำพวก ที่พระองค์อัลลอฮฺจะไม่ทรงพูดกับพวกเขา ไม่ทรงมองไปยังพวกเขา ไม่ทรงทำให้พวกเขาเป็นผู้ที่สะอาดบริสุทธิ์ และพวกเขานั้นจะได้รับการลงโทษอันแสนสาหัส” ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวเช่นนี้ 3 ครั้ง อบูซัรฺจึงกล่าวว่า “พวกเขาคือผู้ที่พ่ายแพ้และขาดทุนอย่างแน่นอน พวกเขาคือใครกันหรือครับท่านเราะสูลุลลลอฮฺ?” ท่านเราะสูลตอบว่า “ผู้ที่สวมใส่เสื้อผ้ายาวเลยตาตุ่ม ผู้ที่บริจาคทรัพย์สินหรือทำความดีแล้วทวงบุญคุณ และผู้ที่ขายสินค้าของเขาด้วยคำสาบานที่เป็นเท็จ” (บันทึกโดยมุสลิม หะดีษเลขที่: 106)





และหะดีษที่รายงานโดยอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า:





«مَا أَسْفَلَ مِنَ الكَعْبَيْنِ مِنَ الإِزَارِ فَفِي النَّارِ» [البخاري برقم 5787]





ความว่า “ชายผ้าส่วนที่ยาวเลยตาตุ่มนั้นต้องอยู่ในนรก” (บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่: 5787)





ถ้าหากบทลงโทษที่รุนแรงเช่นนี้เป็นกรณีของผู้ที่สวมใส่เสื้อผ้าในลักษณะดังกล่าวโดยทั่วไป การสวมใส่ในละหมาดย่อมสมควรต้องได้รับโทษหนักและรุนแรงยิ่งกว่า ดังมีรายงานจากท่านอิบนุมัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า:





« مَنْ أَسْبَلَ إِزَارَهُ فِيْ صَلَاتِهِ خُيَلَاءَ ، فَلَيْسَ مِنَ اللهِ فِيْ حِلٍّ وَلَا حَرَامٍ » [أبو داود برقم 637]



























ความว่า: “ผู้ที่สวมใส่เสื้อผ้ายาวระพื้นในละหมาดด้วยความโอหังนั้น อัลลอฮฺจะไม่ทรงใส่ใจสิ่งใดในตัวเขาเลย” (บันทึกโดยอบู ดาวูด หะดีษเลขที่: 637)





ประการที่ห้า: การละหมาดสุนัตที่มัสยิดเป็นประจำ การกระทำเช่นนี้ถือว่าขัดกับสุนนะฮฺของท่านนบี เพราะการละหมาดสุนัตที่ดีที่สุดควรละหมาดที่บ้าน ดังปรากฏในหะดีษที่บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ และมุสลิม จากท่านอิบนุ อุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า:





«اجعَلُوْا فِي بُيُوْتِكُمْ مِنْ صَلَاتِكُمْ ، وَلَاتَتَّخِذُوْهَا قُبُوْرًا» [البخاري برقم 432، ومسلم برقم 777]





ความว่า: “พวกท่านจงปฏิบัติละหมาดบางส่วนที่บ้านของพวกท่านเถิด และจงอย่าทำให้มันเป็นดั่งสุสาน” (อัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่: 432 และมุสลิม หะดีษเลขที่: 777)





และจากท่านญาบิรฺ บิน อับดิลลาฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านเราะสูลลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า:





«إِذَا قَضَى أَحَدُكُمُ الصَّلَاةَ فِيْ مَسْجِدِهِ ، فَلْيَجْعَلْ لِبَيْتِهِ نَصِيْبًا مِنْ صَلَاتِهِ ، فَإِنَّ اللهَ جَاعِلٌ فِيْ بَيْتِهِ مِنْ صَلَاتِهِ خَيْرًا» [مسلم برقم 778]





ความว่า “เมื่อคนหนึ่งคนใดในหมู่ท่านเสร็จสิ้นจากการละหมาด (ฟัรฎู) ที่มัสยิดแล้ว เขาก็จงปฏิบัติละหมาด (สุนัต)บางส่วนที่บ้านของเขาด้วย เพราะแท้จริงแล้ว อัลลอฮฺจะทรงดลบันดาลให้การละหมาดที่บ้านของเขานำมาซึ่งสิ่งที่ดีงาม” (บันทึกโดยมุสลิม หะดีษเลขที่: 778)





ท่านอับดุลลอฮฺ บิน สะอัด เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ฉันได้ถามท่านเราะสูลลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า: อย่างใดประเสริฐกว่ากันครับ ระหว่างการละหมาดที่บ้านกับการละหมาดที่มัสยิด? ท่านกล่าวตอบว่า:





« أَلَا تَرَى إِلَى بَيْتِيْ مَا أَقْرَبَهُ مِنَ الْمَسْجِدِ؟! فَلَأَنْ أُصَلِّيَ فِيْ بَيْتِيْ أَحَبُّ إِلَّيَ مِنْ أَنْ أُصَلِّيَ فِي اْلمَسْجِدِ ، إِلَّا أَنْ تَكُوْنَ صَلَاتًا مَكْتُوْبَةً » [ابن ماجه برقم 1378]





ความว่า: “ท่านไม่เห็นหรือว่าบ้านของฉันอยู่ใกล้มัสยิดเพียงใด แต่ฉันก็ปรารถนาที่จะละหมาดที่บ้านมากกว่าที่มัสยิด นอกจากจะเป็นการละหมาดฟัรฎู” (บันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺ หะดีษเลขที่: 1378)





ทว่าก็มิได้มีข้อห้ามแต่ประการใดที่จะละหมาดสุนัตที่มัสยิดบ้างเป็นบางครั้ง เพียงการละหมาดที่บ้านประเสริฐยิ่งกว่าโดยการยืนยันจากหลักฐานข้างต้น





ประการที่หก: การอ่านเสียงดังในการละหมาดที่กำหนดให้อ่านเสียงค่อย หรือกล่าวอัซการฺต่างๆด้วยเสียงดัง ซึ่งเป็นการรบกวนการละหมาดของผู้อื่น อัลลอฮฺ ตะอาลาได้ตรัสห้ามไว้ว่า:





﴿ وَلَا تَجۡهَرۡ بِصَلَاتِكَ وَلَا تُخَافِتۡ بِهَا وَٱبۡتَغِ بَيۡنَ ذَٰلِكَ سَبِيلٗا ١١٠ ﴾ [الإسراء : 110]





ความว่า: “และอย่ายกเสียงดังในเวลาละหมาดของเจ้า และอย่าลดให้ค่อยเช่นกัน แต่จงแสวงหาความพอดีระหว่างนั้น" (อัล-อิสรออ์ 110)





ท่านอัล-บัยยาฎียฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะสัลลัม ได้ออกมาในขณะที่ผู้คนกำลังทำการละหมาดโดยต่างอ่านเสียงดังมาก ท่านจึงกล่าวว่า:





« إِنَّ اْلُمصَلِّي يُنَاجِيْ رَبَّهُ ، فَلْيَنْظُرْ بِمَا يُنَاجِيْهِ بِهِ ، وَلَايَجْهَرْ بَعْضُكُمْ علَى بَعْضٍ بِاْلقُرْآنِ » [مالك في الموطأ برقم 218]





ความว่า: "ผู้ทำละหมาดนั้นคือผู้ที่กำลังวิงวอนขอพระผู้อภิบาลของเขา ดังนั้น เขาก็จงพินิจไตร่ตรองสิ่งที่เขากำลังวิงวอนขอพระองค์ และคนหนึ่งคนใดในหมู่ท่านอย่าได้อ่านอัลกุรอานด้วยเสียงที่ดังเหนือผู้อื่น" (บันทึกโดยมาลิก ในหนังสืออัล-มุวัฏเฏาะอ์ หะดีษเลขที่: 218)





ประการที่เจ็ด: การนำโทรศัพท์มือถือเข้าไปในมัสยิด โดยมีเสียงเรียกเข้าเป็นเสียงดนตรี ซึ่งเสียงเรียกเข้าประเภทนี้เป็นที่ต้องห้ามแม้แต่ขณะอยู่นอกมัสยิด แล้วถ้าในมัสยิดเล่า? อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:





﴿ وَمَن يُعَظِّمۡ شَعَٰٓئِرَ ٱللَّهِ فَإِنَّهَا مِن تَقۡوَى ٱلۡقُلُوبِ ٣٢ ﴾ [الحج : 32]





ความว่า: "ฉะนั้น ผู้ใดที่ให้เกียรติแก่พระบัญญัติของอัลลอฮฺ แท้จริงมันเป็นส่วนหนึ่งแห่งการยำเกรงของจิตใจ” (อัลหัจญ์: 32)





ท่านอบูมาลิก อัล-อัชอะรียฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลับฮิวะสัลลัม กล่าวว่า:





« لَيَكُوْنَنَّ مِنْ أُمَّتِيْ أَقْوَامٌ يَسْتَحِلُّوْنَ اْلحِرَ، وَالْحَرِيْرَ، وَاْلخَمْرَ، وَاْلمَعَازِفَ » [ابن ماجه برقم 5590]





ความว่า: "จะมีชนบางกลุ่มจากประชาชาติของฉันกล่าวอ้างว่าการผิดประเวณี ผ้าไหม (สำหรับบุรุษ) สุรายาเมา และดนตรี เป็นที่อนุมัติในศาสนา" (บันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺ หะดีษเลขที่: 5590)





ทั้งนี้ ได้มีคำฟัตวาชี้ขาดจากคณะกรรมการถาวรเพื่อการชี้ขาดปัญหาศาสนา (ประเทศซาอุฯ) ระบุว่าเสียงเรียกเข้าที่เป็นเสียงดนตรีนั้นถือว่าหะรอมต้องห้าม (ฟัตวาคณะกรรมการถาวรฯ เล่ม 26 หน้า 261 ฟัตวาเลขที่ 20842) ซึ่งแน่นอนว่าการนำโทรศัพท์มือถือเข้าไปในมัสยิดในลักษณะนี้นั้น ถือเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามอย่างชัดเจน และยังเป็นการรบกวนสมาธิของผู้อื่นที่กำลังทำการละหมาดอีกด้วย อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:





﴿ وَٱلَّذِينَ يُؤۡذُونَ ٱلۡمُؤۡمِنِينَ وَٱلۡمُؤۡمِنَٰتِ بِغَيۡرِ مَا ٱكۡتَسَبُواْ فَقَدِ ٱحۡتَمَلُواْ بُهۡتَٰنٗا وَإِثۡمٗا مُّبِينٗا ٥٨ ﴾ [الأحزاب : 58]





ความว่า: “และบรรดาผู้กล่าวร้ายสร้างความเดือดร้อนแก่บรรดาผู้ศรัทธาชายและบรรดาผู้ศรัทธาหญิง ในสิ่งที่พวกเขามิได้กระทำ แน่นอนพวกเขาได้แบกการกล่าวร้าย และบาปอันชัดแจ้งไว้" (อัล-อะหฺซาบ: 58)





ประการที่แปด: การละหมาดโดยสวมใส่เสื้อผ้าที่มีรูปภาพ ทั้งนี้รูปภาพ (สิ่งมีวิญญาณ) นั้นเป็นที่ต้องห้ามโดยภาพรวมอยู่แล้ว ในมัสยิดย่อมเป็นที่ต้องห้ามยิ่งกว่า ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า:





« إِنَّ البَيْتَ الذِيْ فِيْهِ الصُوَرُ لاَ تَدْخُلُهُ المَلَائِكَةُ » [البخاري برقم 5961، ومسلم برقم 2107]





ความว่า: “แท้จริงมะลาอิกะฮฺจะไม่เข้าบ้านที่มีรูปภาพอยู่”(บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่: 5961 และมุสลิม: 2107)





และมีรายงานซึ่งบันทึกโดยอิมามมุสลิม ว่าท่านอะลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ได้กล่าวกับอบุล ฮัยยาจญ์ อัลอะซะดีย์ ว่า:





« أَلاَ أَبْعَثُكَ عَلَى مَا بَعَثَنِيْ رَسُوْلُ اللهِ؟ أَلَا تَدَعَ تِمْثَالًا إِلَّا طَمَسْتَهُ، وَلَا قَبْرًا مُشْرِفًا إِلّاَ سَوَّيْتَهُ، وَلَا صُوْرَةً إِلّاَ طَمَسْتَهَا » [مسلم برقم 969]





ความว่า: “ฉันจะแต่งตั้งท่านดังที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เคยแต่งตั้งฉัน คือท่านจะต้องทำลายรูปเคารพเสียอย่าให้หลงเหลืออยู่ ทำให้หลุมศพเรียบเสมอกันไม่ปล่อยให้มีหลุมศพใดทำขึ้นสูง และไม่ปล่อยให้มีรูปภาพใดๆ โดยท่านจะต้องทำให้มันลบเลือนไปให้หมด” (บันทึกโดยมุสลิม หะดีษเลขที่: 969)





والحمد لله رب العالمين، وصلى الله وسلم على نبينا محمد وعلى آله وأصحابه أجمعين.







กระทู้ล่าสุด

เรื่องราวการรับอิสลาม ...

เรื่องราวการรับอิสลามของ Iman Aparicio ชาวแม็กซิกัน

มุสลิมใหม่ ซอลาฮุดดีน ...

มุสลิมใหม่ ซอลาฮุดดีน (ภูมินทร์) หวังทรงธรรม

การถือศีลอดหกวันเดือน ...

การถือศีลอดหกวันเดือนเชาวาล

อิหฺรอม (การเริ่มเข้า ...

อิหฺรอม (การเริ่มเข้าสู่พิธีอุมเราะฮฺหรือหัจญ์) [ ไทย ]